โครงการ”ลดขยะต้นทางโดยการคัดแยกขยะจากครัวเรือน และรับซื้อขยะเพื่อสวัสดิการ”

Posted by:

เนื่องจาก นายพงษ์ศักดิ์ ปรีชาวิทย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นเป็นประธานในพิธีลงนาม MOU ระหว่าง ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นกับนายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 224 แห่ง ในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น เพื่อร่วมือกันขับเคลื่อนนโยบายการจัดการขยะมูลฝอย “จังหวัดสะอาด” ตามยุทธศาสตร์ “ระเบิดจากข้างใน”  เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2559 ณ โรงแรมวีวิช อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น

ดังนั้น องค์การบริหารส่วนตำบลวังหินลาดได้ตอบรับนโยบายของทางจังหวัดขอนแก่น โดยการส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนในตำบลวังหินลาดคัดแยกขยะจากครัวเรือน เพื่อลดปริมาณขยะและผลกระทบที่เกิดจากขยะ โดยมีหมู่บ้านที่ตอบรับเข้าร่วมโครงการและทำการับซื่อขยะแล้ว คือ

บ้านโสกก้อง หมู่ที่ 6

143984

143985

บ้านหนองทุ่ม หมู่ที่ 2

143977

143981 143978 143980

บ้านหนองทอง หมู่ที่ 11

143979

143986 143988

บ้านก้องเจริญ หมู่ที่ 12

28795516_423463898103310_521097193633873920_n 28795736_423463984769968_6036762987648253952_n 28872550_423464058103294_7136548552733360128_n 28951209_423464031436630_3236033398250143744_n

                    ซึง องค์การบริหารตำบลวังหินลาดยังมีเป้าหมายที่จะส่งเสริมสนับสนุ่นให้เกิดโครงการรับซื้อขยะขึ้นในทุกชุมชนในตำบลวังหินลาด เพื่อลดปริมาณขยะและผลกระทบจากขยะต่อสิ่งแวดล้อม

โครงการทำความสะอาดหมู่บ้าน ป้องกันไข้เลือดออก

Posted by:

            องค์การบริหารส่วนตำบลวังหินลาด กองทุนหลักประกันสุขภาพตำบลวังหินลาด และคณะกรรมการหมู่บ้าน อสม.หมู่บ้านต่างๆในตำบลวังหินลาด ได้ร่วมจัดทำโครงการทำความสะอาดหมู่บ้าน ป้องกันไข้เลือดออก ซึ่งมุ่งเน้นให้ประชาชนสร้างความเข้มแข็งภายในชุมชนเพื่อป้องกันโรคไข้เลือดออกซึ่งเป็นโรคระบาดที่เกิดขึ้นในทุกปี โดยการทำความสะอาดและทำลายแหล่งเพาะพันธ์ลูกน้ำยุงลาย และพ่นหมอกควันกำจัดยุงลายเมื่อเกิดโรคระบาดขึ้น โดยใช้การป้องกันตนเองของชุมชน โดยชุมชน ซึ่งได้รับการสนับสนุุนงบประมาณจาก กองทุนหลักประกันสุขภาพตำบลวังหินลาด

บ้านโสกก้อง หมู่ 6

โดยการนำของ ท่านผู้ใหญ่กำนันตำบลวังหินลาด ท่านยุทธนา ชินทะนาม คณะกรรมการหมู่บ้าน อสม.และประชาชนในหมู่บ้าน

143969 143971 143972 143973

บ้านหนองทอง หมู่ 11

253785 ทำความสะอาด ม11_๑๘๐๕๐๙_0002

บ้านฝ่ายหิน หมู่ 4

 

 ทำความสะอาด ม4_๑๘๐๕๐๙_0008 ทำความสะอาด ม4_๑๘๐๕๐๙_0013 ทำความสะอาด ม4_๑๘๐๕๐๙_0012 143987 80866 71553

ซึ่งโครงการทำความสะอาดหมู่บ้าน ป้องกันไข้เลือดออกได้ดำเนินการมาเป็นปีที่ 3 ในทุกหมู่บ้านในตำบลวังหินลาด ซึ่งผลที่ได้จากโครงการนี้คือ ทำให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองในการป้องกันโรคระบาด ประชาชนเกิดความร่วมมือความสามัคคีในการทำประโยชน์เพื่อชุมชนของตน ในชุมชนมีสิ่งแวดล้อมและสุขภาวะที่ดีเป็นชุมชนที่น่าอยู่ ปริมาณโรคไข้เลือดออกลดลง

‘กสทช.’ เตรียมแจกคูปองดิจิตอลทีวีเพิ่ม

Posted by:

กสทช.’ เตรียมแจกคูปองดิจิตอลทีวีเพิ่ม

 

“กสทช.” เตรียมแจกคูปองดิจิตอลทีวีเพิ่มเติมใน 4 กลุ่ม หลังได้รับอนุมัติจาก คสช. พร้อมเร่งกระบวนการแจกคูปองให้เร็วที่สุด นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า สำนักงาน กสทช. ได้รับหนังสือแจ้งจากคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ว่าหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ/นายกรัฐมนตรี ได้อนุมัติตามมติ คตร. ครั้งที่ 4/2559 เมื่อวันที่ 16 ก.พ.59 เห็นชอบในหลักการให้สำนักงาน กสทช. แจกคูปองดิจิตอลทีวีเพิ่มเติมได้ในกลุ่มครัวเรือน 4 กลุ่ม ได้แก่ 1.ครัวเรือนที่ได้รับสิทธิแจกคูปองครั้งแรก แต่ไม่ได้รับคูปองดังกล่าว (เฉพาะที่บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ส่งคืนสำนักงาน กสทช.), 2.ครัวเรือนที่มีทะเบียนบ้านและมีเจ้าบ้านซึ่งมีขึ้นภายหลังวันที่ 16 ก.ย.57, 3.ครัวเรือนที่มีบ้านและมีผู้อยู่อาศัยแต่ไม่มีเจ้าบ้าน และ 4.ครัวเรือนที่มีทะเบียนบ้านชั่วคราว
สำหรับการแจกคูปองเพิ่มเติมครั้งนี้ อยู่ในกรอบวงเงินค่าใช้จ่ายและจำนวนครัวเรือนไม่เกิน 22.9 ล้านครัวเรือน ที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ให้ความเห็นชอบไว้เดิม
อย่างไรก็ตาม จากนี้ไปสำนักงาน กสทช. จะเร่งกระบวนการในการแจกคูปองให้เร็วที่สุด เพื่อทั้งนี้เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่การรับชมโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล
อ้างอิงจาก : http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/691073
วันที่ประกาศ : 17 มี.ค. 2559 เวลา 14:21:00

“บิ๊กเข้” นั่งหัวโต๊ะถก คกก. กพช. ขณะที่วงประชุมมีมติรับทราบการจ่ายเบี้ยความพิการขององค์กรปกครองท้องถิ่น

Posted by:

“บิ๊กเข้” นั่งหัวโต๊ะถก คกก. กพช. ขณะที่วงประชุมมีมติรับทราบการจ่ายเบี้ยความพิการขององค์กรปกครองท้องถิ่น

 

เมื่อวันที่ 4 ก.ค. 59 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ (กพช.) ครั้งที่ 2/2559 ร่วมกับ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสรุปสาระสำคัญ ดังนี้ ที่ประชุมรับทราบการจ่ายเบี้ยความพิการให้คนพิการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2559 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2559 โดยมีการปรับแก้ไขสาระสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อคนพิการ ดังนี้
1. กำหนดให้คนพิการที่ได้จดทะเบียนคนพิการตามกฎหมาย ว่าด้วยการส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนพิการ ลงทะเบียนและยื่นคำขอรับเงินเบี้ยความพิการด้วยตนเองต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ตนมีภูมิลำเนา ณ ที่ทำการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือสถานที่ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำหนด และมีสิทธิรับเงินเบี้ยความพิการในเดือนถัดไป
2. กำหนดให้คนพิการซึ่งได้รับเงินเบี้ยความพิการจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหนึ่ง และย้ายภูมิลำเนาไปอยู่องค์กรปกครองส่วนถิ่นอื่น หรือกรุงเทพมหานคร ให้คนพิการนั้นลงทะเบียน และยื่นคำขอรับเงินเบี้ยความพิการด้วยตนเอง ต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งใหม่ที่ตนมีภูมิลำเนา และให้ได้รับเงินเบี้ยความพิการจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งใหม่ในเดือนถัดไป ทั้งนี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งใหม่ต้องได้รับการยืนยันจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเดิม ที่จ่ายเงินเบี้ยความพิการเพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน
3. กำหนดให้ภายในเดือนมกราคมของทุกปี ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบันทึกรายชื่อคนพิการที่มีสิทธิได้รับเงินเบี้ยความพิการในระบบสารสนเทศ พร้อมทั้งรายงานตามที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นกำหนด เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการขอตั้งงบประมาณและจัดสรรงบประมาณ และ
4. กำหนดให้คนพิการที่ได้ลงทะเบียนเพื่อขอรับเงินเบี้ยความพิการของปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 ไว้แล้ว เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2558 ให้ถือว่าเป็นคนพิการที่ได้ลงทะเบียน และยื่นคำขอรับเงินเบี้ยความพิการแล้ว ตามระเบียบนี้ นอกจากนี้ ที่ประชุมรับทราบการให้สัตยาบันต่อพิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ โดยเห็นชอบให้ประเทศไทยเข้าเป็นภาคี และให้สัตยาบันต่อพิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ และมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ โดยกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ดำเนินการจัดทำภาคยานุวัติสารดังกล่าวต่อไปทั้งนี้ ที่ประชุมยังได้รับทราบตามที่คณะกรรมการฯ ได้มีมติการเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญามาร์ราเคช เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าถึงงานที่มีการโฆษณาแล้วสำหรับคนตาบอด คนพิการทางการเห็น และคนพิการทางสื่อสิ่งพิมพ์ และให้กระทรวงพาณิชย์รับความเห็นของกระทรวงการต่างประเทศและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไปด้วย ทั้งนี้ หากจะมีการยื่นภาคยานุวัติสารอันเป็นขั้นตอนการแสดงเจตนาให้มีผลผูกพันตามสนธิสัญญามาร์ราเคชเมื่อใด ให้กระทรวงพาณิชย์นำเรื่องดังกล่าวเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อให้ความเห็นชอบอีกครั้งหนึ่ง
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/654512
วันที่ประกาศ : 06 ส.ค. 2559 เวลา 14:16:42

อดีต สปช. หนุน สนช.เพิ่มงบฯ อุดหนุนทั่วไปตามอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่น้อยกว่า 7 หมื่นล้าน

Posted by:

อดีต สปช. หนุน สนช.เพิ่มงบฯ อุดหนุนทั่วไปตามอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่น้อยกว่า 7 หมื่นล้าน

 

วันที่ 7 ก.ค. นายบุญเลิศ คชายุทธเดช อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในฐานะที่ปรึกษาสมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ 2560 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในส่วนของงบประมาณเงินอุดหนุนทั่วไปตามอำนาจหน้าที่ ถูกตัดเหลือเพียง 49,355 ล้านบาท ทั้งๆ ที่ควรได้รับการจัดสรรไม่น้อยกว่า 70,000 ล้านบาท ตามมติของสำนักงานคณะกรรมการ การกระจายอำนาจให้แก่ อปท. งบฯ ที่ขาดหายไปประมาณ 20,000 ล้านบาท ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการดูแลแก้ปัญหาของประชาชนในท้องถิ่นในการบริหารจัดการสาธารณะ ซึ่ง อบต.เทศบาลและ อบจ.ต้องรับผิดชอบ
นายบุญเลิศ กล่าวว่า เมื่อปีงบประมาณ 2558 อปท.เคยได้รับงบฯ เงินอุดหนุนทั่วไปตามอำนาจหน้าที่ 37,350 ล้านบาท แต่ต่อมา รัฐบาลได้จัดสรรเพิ่มให้ 20,000 ล้านบาท รวมเป็น 58,090 ล้านบาท ทำให้การดูแลแก้ไขปัญหาให้ประชาชนในท้องถิ่นดำเนินไปได้ระดับหนึ่ง ตนเห็นด้วยกับสมาคม อปท.ทั้ง 3 แห่ง คือสมาคม อบต.แห่งประเทศไทย สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย และสมาคม อบจ.แห่งประเทศไทย ที่เรียกร้องต่อรัฐบาลให้จัดงบอุดหนุนทั่วไป ตามอำนาจหน้าที่ไม่น้อยกว่า 70,000 ล้านบาท สำหรับพนักงานเทศบาล หรือ แม้แต่พนักงาน อบต. และ อบจ.ในฐานะเป็นผู้ปฏิบัติมีความห่วงใยประชาชนในท้องถิ่น
“ขณะนี้ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญแปรญัตติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ขอเสนอให้ สนช.หาทางปรับงบฯ ตามวิธีการงบประมาณเพื่อประทังความเดือดร้อนของท้องถิ่น ซึ่งถือว่าเป็นประเทศไทยที่แท้จริง เพราะคนส่วนใหญ่อยู่ในท้องถิ่น มิใช่กรุงเทพฯ” นายบุญเลิศ กล่าว.

 

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/657571
วันที่ประกาศ : 06 ส.ค. 2559 เวลา 14:15:27

มท.เดินหน้า “สร้างชุมชนเกื้อกูล เพิ่มพูนน้ำใจ สร้างวิถีไทยสามัคคี” ขยายผลชุมชนเกื้อกูลฯ ในทุกจังหวัดทั่วประเทศ

Posted by:

มท.เดินหน้า “สร้างชุมชนเกื้อกูล เพิ่มพูนน้ำใจ สร้างวิถีไทยสามัคคี” ขยายผลชุมชนเกื้อกูลฯ ในทุกจังหวัดทั่วประเทศ

 

เมื่อวันนี้ 23 ก.ค.59 นายชยพล ธิติศักดิ์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะโฆษกกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ตามที่กระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินโครงการสร้างชุมชนเกื้อกูล เพิ่มพูนน้ำใจ สร้างวิถีไทยสามัคคี เพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่ประชาชนในปี 2559 โดยน้อมนำหลักการทรงงานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ปวงประชา “รู้ รัก สามัคคี” มาประยุกต์ใช้และใช้กลไก “ประชารัฐ” เป็นกลไกในการขับเคลื่อนการดำเนินโครงการฯ ดังกล่าว ซึ่งการดำเนินโครงการ ในครั้งนี้เป็นการบูรณาการการทำงานระหว่าง 3 หน่วยงาน ได้แก่ กรมการปกครอง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และกรมการพัฒนาชุมชน เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนมกราคม 2559 เป็นต้นมา
นายชยพล กล่าวต่อว่า กระทรวงมหาดไทย จึงขอเรียนให้ทราบถึงผลความก้าวหน้าของโครงการสร้างชุมชนเกื้อกูล เพิ่มพูนน้ำใจ สร้างวิถีไทยสามัคคี ซึ่งมีชุมชนเป้าหมายสมัครเข้าร่วมโครงการ จำนวน 1,437 หมู่บ้าน โดยหมู่บ้านที่เข้าร่วมโครงการ ได้มีการจัดกิจกรรมฟื้นฟูวิถีชุมชนดั้งเดิมของไทยที่ดีงามผ่านกิจกรรมต่างๆ เพื่อสร้างจิตสำนึกสาธารณะและสร้างความรัก ความสามัคคีของคนในชุมชน ประกอบด้วย 6 กิจกรรม ได้แก่ 1) การลงแขก 2) การลงคลอง 3) ครัวชุมชน 4) ถนนสวย 5) หน้าบ้านน่ามอง และ 6) แยกขยะ โดยมีการจัดกิจกรรมดังกล่าวไปแล้วทั้งสิ้น 26,314 กิจกรรม ผู้ร่วมกิจกรรมกว่า 2.2 ล้านคน ชุมชนที่มีผลงานเป็นตัวอย่าง เช่น บ้านเขาดินวนา หมู่ 13 ตำบลซับใหญ่ อำเภอซับใหญ่ จังหวัดชัยภูมิ ได้จัดกิจกรรมเกื้อกูล “กองทุนชุมชนสวัสดิการจากขยะ” โดยสมาชิกในชุมชนได้ร่วมกันลงแขกคัดแยกขยะและเก็บขยะขายเดือนละ 1 ครั้ง มีการบริหารกองทุนและจัดสวัสดิการให้แก่สมาชิก สร้างวินัยทางการเงิน และดูแลรักษาความสะอาดให้แก่ชุมชน และอีกกิจกรรมเกื้อกูลตัวอย่าง คือ “ครัวชุมชน” จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นกิจกรรมแก้ปัญหาการบริโภคสารพิษปนเปื้อนในพืชผักที่ประชาชนซื้อในตลาด ด้วยการร่วมกันปลูกพืชผักสวนครัวในพื้นที่เดียวกัน และช่วยกันบำรุงรักษา ใช้ปุ๋ยชีวภาพจากเศษอาหารที่เหลือของครัวเรือน หากครัวเรือนใดต้องการใช้ผักสวนครัวไปประกอบอาหาร ก็สามารถ เก็บไปทำได้ โดยให้บริจาคเงินในตู้บริจาคตามความสมัครใจ ลดรายจ่ายครัวเรือน และสร้างความสามัคคีในชุมชน นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินโครงการในระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอีกกว่า 5 พันกิจกรรม มีผู้ร่วมกว่า 9.7 แสนคน
นายชยพล กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการขับเคลื่อนโครงการฯในระยะต่อไป กระทรวงมหาดไทยอยู่ระหว่างดำเนินการจัดทำหนังสือ “เกื้อกูล 2” เพื่อให้จังหวัดได้นำไปใช้ขยายผลการสร้างชุมชนเกื้อกูลฯ สนับสนุน การดำเนินโครงการ และเผยแพร่สู่สาธารณะ ซึ่งมีเนื้อหาสาระที่น่าสนใจ คือ 1) หลักการทรงงานในพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว 2) ความหมายคุณลักษณะของชุมชนเกื้อกูล 3) กระบวนการพัฒนาชุมชนกับหลักการทรงงาน ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ 4) ตัวอย่างความสำเร็จของกิจกรรมเกื้อกูลที่เป็นรูปธรรม ซึ่งหนังสือดังกล่าว จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการเสริมสร้างชุมชนให้เกิดความเข้มแข็ง ตามหลักการ “รู้ รัก สามัคคี” ช่วยให้ประชาชน มีคุณภาพชีวิตที่ดี ชุมชนมีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน อย่างแท้จริง
วันที่ประกาศ : 06 ส.ค. 2559 เวลา 14:14:09

ด่วนที่สุด! ปภ.ประกาศเตือน 37 จังหวัด เตรียมรับมือพายุ “ฤดูร้อน” ถล่ม ในช่วงวันที่ 28 เม.ย. – 1 พ.ค. นี้

Posted by:

ด่วนที่สุด! ปภ.ประกาศเตือน 37 จังหวัด เตรียมรับมือพายุ “ฤดูร้อน” ถล่ม ในช่วงวันที่ 28 เม.ย. – 1 พ.ค. นี้

 

นายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย บอกว่า จากการตรวจสอบสภาพอากาศกับกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่าในช่วงวันที่ 28 เม.ย.-1 พ.ค.นี้ ความกดอากาศสูงจากประเทศจีนแผ่ลงมาปกคลุมตอนบนของประเทศไทย ขณะที่ลมตะวันออกเฉียงใต้พัดนำความชื้นจากทะเลจีนใต้และอ่าวไทยขึ้นสู่ตอนบน ประกอบกับมีลมตะวันตกพัดปกคลุมภาคเหนือ และภาคอีสานของประเทศไทย ทำให้บริเวณดังกล่าวเกิดพายุฤดูร้อน สภาวะอากาศแปรปรวน มีพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกบางพื้นที่
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจึงประสาน 37 จังหวัดซึ่งแยกเป็น
ภาคเหนือ 11 จังหวัด ได้แก่ ตาก อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง เชียงราย พะเยา น่าน และแพร่
ภาคอีสาน 20 จังหวัด คือ ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด สกลนคร นครพนม มุกดาหาร ยโสธร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ เลย หนองคาย หนองบัวลำภู อุดรธานี และบึงกาฬ
ภาคกลาง 6 จังหวัด ได้แก่ กำแพงเพชร พิจิตร นครสวรรค์ อุทัยธานี สุโขทัย และพิษณุโลก
http://www.mx7.com/view2/z4lwO2HmlNhY4coZ
รวมถึงศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตในพื้นที่เสี่ยงภัย เตรียมพร้อมรับมือพายุฤดูร้อนในช่วงวันที่ 28 เม.ย.–1 พ.ค.นี้ โดยจัดเจ้าหน้าที่และมิสเตอร์เตือนภัยติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์ภัยตลอด 24 ชั่วโมง
ขอขอบคุณสำหรับเนื้อหาจาก : workpointtv.com
วันที่ประกาศ : 28 เม.ย. 2559 เวลา 11:05:05

พยากรณ์อากาศ 7 วันข้างหน้า ระหว่างวันที่ 26 เมษายน 2559 – 2 พฤษภาคม 2559

Posted by:

พยากรณ์อากาศ 7 วันข้างหน้า ระหว่างวันที่ 26 เมษายน 2559 – 2 พฤษภาคม 2559

 

การคาดหมาย อากาศร้อนโดยทั่วไปกับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน และมีอากาศร้อนจัดหลายพื้นที่บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลางตลอดช่วง โดยในช่วงวันที่ 26-27 เม.ย. 2559 มีฝนฟ้าคะนองบางแห่งกับมีลมกระโชกแรงบริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ส่วนในช่วงวันที่ 28 เม.ย. – 2 พ.ค. จะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้นโดยมีพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกได้บางแห่งซึ่งจะเริ่มในภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อน ส่วนภาคอื่นๆจะได้รับผลกระทบในระยะต่อไป
ข้อควรระวัง ในช่วงวันที่ 28 เม.ย. – 1 พ.ค. ขอให้ประชาชนบริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระมัดระวังจากพายุลมแรงที่จะเกิดขึ้น รวมถึงอยู่ห่างจากต้นไม้ใหญ่ ป้ายโฆษณา และสิ่งก่อสร้างที่ไม่แข็งแรงไว้ด้วย
ภาคเหนือ อากาศร้อนโดยทั่วไป กับมีอากาศร้อนจัดบางพื้นที่ และมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน โดยในช่วงวันที่ 26-28 เม.ย. กับมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรง ส่วนมากทางด้านตะวันออกของภาค
อุณหภูมิต่ำสุด 25-29 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 38-43 องศาเซลเซียส ส่วนในช่วงวันที่ 29 เม.ย.-2 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองบางแห่งถึงเป็นแห่งๆ ร้อยละ 10-20 ของพื้นที่
โดยเฉพาะในช่วงวันที่ 29-30 เม.ย. จะมีพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกได้บางแห่ง
อุณหภูมิต่ำสุด 25-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 36-40 องศาเซลเซียส ลมตะวันตก ความเร็ว 10-30 กม./ชม
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในช่วงวันที่ 26-27 เม.ย. อากาศร้อนโดยทั่วไป กับมีอากาศร้อนจัดบางพื้นที่ และมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน
มีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรง ทางตอนบนของภาค อุณหภูมิต่ำสุด 25-29 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 37-42 องศาเซลเซียส ส่วนในช่วงวันที่ 28 เม.ย.-2 พ.ค. อากาศร้อนโดยทั่วไป กับมีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ร้อยละ 20-30 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรง
โดยเฉพาะในช่วงวันที่ 28-30 เม.ย. จะมีพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกได้บางแห่ง
อุณหภูมิต่ำสุด 24-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-38 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ภาคกลาง ในช่วงวันที่ 26-28 เม.ย. อากาศร้อนจัดโดยทั่วไป กับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน ส่วนในช่วงวันที่ 29 เม.ย.-2 พ.ค. อากาศร้อนโดยทั่วไป มีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรง
อุณหภูมิต่ำสุด 26-29 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 40-43 องศาเซลเซียส ลมใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.
ภาคตะวันออก ในช่วงวันที่ 26-28 เม.ย. อากาศร้อนโดยทั่วไป กับมีอากาศร้อนจัดบางพื้นที่ และมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน
กับมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 26-29 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 35-40 องศา
ส่วนในช่วงวันที่ 29 เม.ย.-2 พ.ค. อากาศร้อนโดยทั่วไป มีฝนฟ้าคะนองบางแห่งถึงเป็นแห่งๆ ร้อยละ 10-20 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรง
อุณหภูมิต่ำสุด 26-29 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-38 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร
ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) อากาศร้อนในตอนกลางวัน โดยในช่วงวันที่ 26-28 เม.ย. มีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ ส่วนในช่วงวันที่ 29 เม.ย.-2 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองบางแห่งถึงเป็นแห่งๆ ร้อยละ 10-20 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรง
ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร อุณหภูมิต่ำสุด 24-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-39 องศาเซลเซียส
ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) อากาศร้อนในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนองบางแห่งถึงเป็นแห่งๆ ร้อยละ 10-30 ของพื้นที่ ตลอดช่วง
ลมตะวันออก ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร อุณหภูมิต่ำสุด 22-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 35-39 องศาเซลเซียส กรุงเทพมหานครและปริมณฑล อากาศร้อนกับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน
โดยในช่วงวันที่ 28 เม.ย.-2 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 28-29 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 36-39 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมอุตุนิยมวิทยา 0-2399-4568-74
อ่านต่อได้ที่ : http://www.ryt9.com/s/tmd/2410192
วันที่ประกาศ : 26 เม.ย. 2559 เวลา 14:04:34

ปภ.รายงานมีจังหวัดประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ง 29 จังหวัด พร้อมประสานจังหวัดและทุกภาคส่วนบริหารจัดการ – ช่วยเหลือทั่วถึงทุกพื้นที่

Posted by:

ปภ.รายงานมีจังหวัดประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ง 29 จังหวัด พร้อมประสานจังหวัดและทุกภาคส่วนบริหารจัดการ – ช่วยเหลือทั่วถึงทุกพื้นที่

 

กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานมีจังหวัดประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) 29 จังหวัด พร้อมประสานจังหวัดสำรวจและตรวจสอบปริมาณน้ำต้นทุนในระดับหมู่บ้านทุกแห่ง หากพื้นที่ใดมีปริมาณน้ำต้นทุนไม่เพียงพอ ให้เร่งพัฒนาแหล่งน้ำผิวดินและใต้ดินให้มีปริมาณน้ำและคุณภาพน้ำอย่างเพียงพอพร้อมสำรวจภาชนะกักเก็บน้ำกลางประจำหมู่บ้าน กำหนดวงรอบการจ่ายน้ำประจำหมู่บ้านให้สอดคล้องกับการใช้น้ำของประชาชน ตลอดจนรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนร่วมกันใช้น้ำอย่างประหยัด เพื่อให้มีน้ำใช้เพียงพอตลอดช่วงฤดูแล้ง
นายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เปิดเผยว่า ขณะนี้หลายพื้นที่ของประเทศได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้ง โดยมีจังหวัดประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) จำนวน 29 จังหวัด 149 อำเภอ 675 ตำบล 5,327 หมู่บ้าน คิดเป็นร้อยละ 7.11 ของจำนวนหมู่บ้านทั่วประเทศ แยกเป็น จังหวัดที่มีปัญหาด้านน้ำอุปโภคบริโภค 11 จังหวัดได้แก่ น่าน พิจิตร ลำพูน ตาก สุรินทร์ ขอนแก่น ชัยนาท สระบุรี ชลบุรี ตรัง และประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดที่มีปัญหาด้านน้ำเพื่อการเกษตร9 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ พะเยา สุโขทัย นครพนม มหาสารคาม บุรีรัมย์ กาญจนบุรี สระแก้ว และจันทบุรี และจังหวัดที่มีปัญหาด้านน้ำอุปโภค บริโภคและน้ำเพื่อการเกษตร 9 จังหวัด ได้แก่ อุตรดิตถ์ นครสวรรค์ นครราชสีมา เพชรบุรี ตราด สตูล กระบี่ นครศรีธรรมราช และหนองบัวลำภู รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ห่วงใยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้ง จึงได้สั่งการให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยประสานจังหวัดและหน่วยงานทุกภาคส่วนเร่งแก้ไขปัญหาภัยแล้ง โดยดำเนินการสำรวจและตรวจสอบปริมาณน้ำต้นทุนในระดับหมู่บ้านทุกแห่ง เพื่อประเมินสถานการณ์และวางแผนการใช้น้ำอุปโภคบริโภคให้เพียงพอจนถึงวันที่ 30 กรกฎาคม 2559 หากพื้นที่ใดมีปริมาณน้ำต้นทุนไม่เพียงพอ ให้บูรณาการหน่วยงานในพื้นที่พัฒนาแหล่งน้ำ ทั้งผิวดินและใต้ดิน พร้อมประสานเครื่องจักรกลสาธารณภัยในการสนับสนุนการจ่ายน้ำบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบภัยแล้ง รวมถึงกำหนดจุดจ่ายน้ำรวมของหมู่บ้าน สำหรับเป็นจุดรองรับน้ำกลางให้ประชาชนอุปโภคบริโภคได้อย่างเพียงพอ สำหรับจังหวัดที่มีสาขาของการประปาส่วนภูมิภาคที่มีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำและต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วางมาตรการรองรับ พร้อมประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบแนวทางการแก้ไขปัญหากรณีปริมาณน้ำดิบไม่เพียงพอต่อการผลิตน้ำประปา รวมถึงจัดวงรอบการนำน้ำไปแจกจ่ายยังจุดจ่ายน้ำกลางประจำหมู่บ้านให้สอดคล้องกับการใช้น้ำของประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์จากน้ำอย่างคุ้มค่า
นายฉัตรชัย กล่าวว่า กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ร่วมกับจังหวัดและหน่วยทหารแจกจ่ายน้ำแก่ผู้ประสบภัยแล้งโดยสูบน้ำจากแหล่งน้ำต่างๆ เข้าพื้นที่การเกษตร 46,492,629 ลูกบาศก์เมตร สูบน้ำดิบเข้าระบบการผลิตน้ำประปา 6,511,992,000 ลิตรแจกจ่ายน้ำอุปโภคบริโภคกว่า 260,862,284 ลิตร ผลิตน้ำแจกจ่ายกว่า 1,104,000 ลิตร พร้อมขับเคลื่อนมาตรการจ้างงานสร้างรายได้แก่เกษตรกรในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง โดยใช้งบประมาณจากเงินทดรองราชการในเชิงป้องกันหรือยับยั้งภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินวงเงินจังหวัดละ 10 ล้านบาท ปัจจุบันดำเนินการแล้ว 28 จังหวัด รวมวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น 127,632,564 ล้านบาท แยกเป็น จ้างแรงงาน จำนวน 185,646 คน เป่าล้างบ่อบาดาล จำนวน 3,569 บ่อ ฝึกอบรมอาชีพระยะสั้น จำนวน 189 รุ่น ขุดลอกแหล่งน้ำ จำนวน 49 โครงการ และซ่อมแซมระบบประปา จำนวน 23 แห่ง เพื่อส่งเสริมการสร้างงาน สร้างอาชีพและสร้างรายได้แก่ชุมชนที่ประสบภัย ซึ่งจะเป็นการเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้มีความเข้มแข็งในทุกมิติ ตลอดจนดำเนินโครงการคลองสวยน้ำใส คนไทยมีความสุข ใน 44 จังหวัด รวม 1,031 โครงการโดยสามารถกำจัดผักตบชวาและวัชพืชต่างๆ จำนวนกว่า 1,369,475.9 ตัน ในพื้นที่ 20,427.9 ล้านไร่ ซึ่งจะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนในพื้นที่ ส่งผลให้ระบบการไหลเวียนของน้ำการกระจายน้ำและการระบายน้ำมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

อ่านต่อได้ที่ : http://www.ryt9.com/s/prg/2410176
วันที่ประกาศ : 26 เม.ย. 2559 เวลา 13:57:57

ผนวก”อบจ.-เทศบาลเมือง”ยกเป็น”เทศบาลจังหวัด” ปฏิรูปท้องถิ่นคงเหลือเทศบาลอำเภอ-เทศบาลตำบล

Posted by:

ผนวก”อบจ.-เทศบาลเมือง”ยกเป็น”เทศบาลจังหวัด” ปฏิรูปท้องถิ่นคงเหลือเทศบาลอำเภอ-เทศบาลตำบล”

 

คสช.ถก “มหาดไทย” ส่อยกเลิก “องค์การบริหารส่วนจังหวัด” ผนวก อบจ.เข้ากับเทศบาลเมือง ยกเป็น “เทศบาลจังหวัด” แทน สมาชิกมาจากทั้งเลือกตั้ง-แต่งตั้ง สัดส่วนเท่ากัน พร้อมยกเลิก อบต. คงเหลือเฉพาะเทศบาลจังหวัด เทศบาลอำเภอ เทศบาลตำบล
การปฏิรูปโครงสร้างการปกครองส่วนท้องถิ่นมีแนวโน้มที่อาจจะยกเลิกองค์กรปกครองท้องถิ่นบางองค์กร โดยเฉพาะองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.)
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ประชุมหารือพร้อมเชิญตัวแทนกระทรวงมหาดไทย(มท.) เข้าร่วม เพื่อวางแนวทางการยุบโครงสร้างองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ตั้งแต่ อบจ. เพื่อปรับเป็น เทศบาลจังหวัด ส่วนตำแหน่ง นายก อบจ. เปลี่ยนเป็น นายกเทศมนตรีจังหวัด
สำหรับแนวทางในการปฏิรูปโครงสร้างนั้น ให้ยุบเทศบาลเมืองของจังหวัดรวมกับ อบจ. เป็นเทศบาลจังหวัด ซึ่งต่อไปนี้จะมีเพียงเทศบาลจังหวัด เทศบาลอำเภอ เทศบาลตำบล ส่วนองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ให้ยกเลิกไป
สำหรับอำนาจหน้าที่ นายกเทศมนตรีจังหวัด จะไม่ได้มามีส่วนเกี่ยวข้องในการแต่งตั้งโยกย้าย แต่จะเป็นหน้าที่ของ ปลัดสภาจังหวัด โดยสมาชิกจะมาจาก 2 ระบบ คือ มาจากการเลือกตั้ง 50% และแต่งตั้ง 50% ที่มาจาก เทศบาลอำเภอ ตำบล และข้าราชการประจำ
ส่วนข้อเสนอการปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ประกอบด้วย 1.ปฏิรูปท้องถิ่น จากเดิม มี 4 รูปแบบคือ 1.อบต. 2.เทศบาล 3.อบจ. และ 4.รูปแบบพิเศษ กทม.-เมืองพัทยา ให้คงเหลือ 2 รูปแบบ คือ 1.เทศบาล กับ 2.รูปแบบพิเศษ
2.ให้เปลี่ยนแปลงรูปแบบท้องถิ่น อบต.ทั้งหมด เป็นเทศบาลตำบล มีที่ตั้ง 1 ตำบล 1 ท้องถิ่น อบต.ใดที่มีพื้นที่เป็นตำบลเดียวกัน แต่มี 2 อบต. หรือ ตำบลเดียวกัน มีทั้ง อบต.และเทศบาลอยู่ด้วยกัน หรือ ตำบลเดียวกัน มี 2 เทศบาลอยู่ในตำบลเดียวกัน ให้ยุบรวมเป็น 1 เทศบาล ต่อ 1 ตำบล
3.จัดให้เทศบาล มี 3 รูปแบบ คือ 1.เทศบาลตำบล มีที่ตั้ง อยู่ในเขตตำบล นั้น ๆ 2.เทศบาลอำเภอ มีที่ตั้งอยู่ในเขตตำบลที่เป็นที่ตั้งของที่ว่าการอำเภอ นั้น ๆ 3.เทศบาลจังหวัด มีที่ตั้งอยู่ในเขตตำบลที่เป็นที่ตั้งของศาลากลางจังหวัด หรือเขตเทศบาลเมือง หรือเทศบาลนคร เดิม
4.แบ่งระดับชั้น ขนาดของเทศบาลไว้ 3 ระดับ ดังนี้ 1.เทศบาลตำบล มี 3 ขนาด คือ ใหญ่ กลาง เล็ก 2.เทศบาลอำเภอ มี 3 ขนาด คือ ใหญ่ กลาง เล็ก และ 3.เทศบาลจังหวัด มี 3 ขนาด คือ ใหญ่ กลาง เล็ก โดยแบ่งตาม จำนวนหมู่บ้าน พื้นที่ ประชากร พื้นที่เศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และแหล่งท่องเที่ยว ตามเกณฑ์ที่คณะกรรมการฯ กำหนด
5. อบจ. หรือองค์การบริหารส่วนจังหวัด ให้เปลี่ยนอำนาจหน้าที่ จากเดิมให้บริการสาธารณะเหมือนท้องถิ่นอื่น เปลี่ยนใหม่ให้เป็นฝ่ายอำนวยการ โดยให้เปลี่ยนชื่อองค์กรใหม่ จัดตั้งเป็น สำนักงานท้องถิ่นจังหวัด…………. มีหน้าที่ เป็นฝ่ายอำนวยการให้กับเทศบาล จัดตั้งแยกงบประมาณเป็นกองทุน จัดสวัสดิการ เงินเดือน ค่าตอบแทน ประโยชน์ตอบแทนอื่น การบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น กำกับดูแล ตรวจสอบ รับเรื่องร้องเรียน สอบสวนทางวินัย ฝึกอบรมให้ความรู้ ให้กับข้าราชการท้องถิ่น ในจังหวัดนั้น ๆ และจัดสรรงบประมาณให้กับ เทศบาลตำบล เทศบาลอำเภอ และเทศบาลจังหวัด อย่างเป็นธรรมและเสมอภาค เป็นประจำทุกปี โดยจัดให้มี หัวหน้าสำนักงานมาจากข้าราชการประจำ (อาจมาจาก ปลัดเทศบาลที่มีคุณสมบัติผ่านการสอบคัดเลือกมาก็ได้) เรียกชื่อ ผู้อำนวยการท้องถิ่นจังหวัด…..ไม่มีฝ่ายการเมืองมาทำหน้าที่ ยกเลิกการเลือกตั้งในระดับนี้
6.จัดให้มีการเลือกตั้งนายกเทศมนตรี ทุกระดับโดยตรง ให้เทศบาลตำบล มี รอยนายกฯ ได้ 1 คน เลขานายก 1 คนเทศบาลอำเภอ มีรองนายก 2 คน เลขานายก 1 คน เทศบาลเมือง มีรองนายก 3 คน เลขานายก 1 คน เป็นผู้ช่วยเหลือการปฏิบัติงาน ให้นายกเทศมนตรี มีอัตราเงินเดือนอยู่ที่ขั้นสูงสุดของระดับซีหรือแท่งเงินเดือนของปลัดเทศบาลนั้น ๆ นายกเทศมนตรีอยู่ได้ ไม่เกิน 2 วาระติดต่อกัน มีวาระละ 4 ปี
7.สภาเทศบาลตำบล และเทศบาลอำเภอ ให้มาจากจำนวนผู้ใหญ่บ้าน ทุกหมู่บ้านในเขตตำบลนั้น ๆ เท่าที่มีอยู่เป็นสมาชิกสภาโดยตำแหน่ง สภาเทศบาลจังหวัด ให้ใช้หัวหน้าชุมชน เป็นสมาชิกสภาเทศบาล มีจำนวน ไม่เกิน 36 คน หากจำนวนชุมชนเกินกว่า 36 ชุมชน ให้เลือกกันเองให้เลือกไม่เกิน 36 คน ตามขนาดของเทศบาลจังหวัด โดยให้สมาชิกสภาเทศบาล ได้รับค่าตอบแทนรายเดือน แต่ไม่น้อยกว่าเงินเดือนขั้นต่ำระดับปริญญาตรี และมีเบี้ยประชุม เป็นรายครั้งที่มีการประชุม ตามระเบียบที่กำหนด
8.จำนวนสมาชิกสภาเทศบาลตำบล ขนาดเล็ก มีจำนวน ไม่เกิน 10 คน ขนาดกลาง ไม่เกิน 12 คน ขนาดใหญ่ ไม่เกิน 16 คน หากจำนวนหมู่บ้านมีเกินกว่าจำนวนสมาชิก จัดให้มีการจับฉลากออกเพื่อสับเปลี่ยนทุก ๆ 2 ปี
9.จำนวนสมาชิกสภาเทศบาลอำเภอ ขนาดเล็ก มีจำนวน ไม่เกิน 12 คน ขนาดกลาง ไม่เกิน 16 คน ขนาดใหญ่ ไม่เกิน 18 คน หากจำนวนหมู่บ้านมีเกินกว่าจำนวนสมาชิก จัดให้มีการจับฉลากออกเพื่อสับเปลี่ยนทุก ๆ 2 ปี
10.จำนวนสมาชิกสภาเทศบาลจังหวัด ขนาดเล็ก มีจำนวน ไม่เกิน 18 คน ขนาดกลาง ไม่เกิน 24 คน ขนาดใหญ่ ไม่เกิน 36 คน หากจำนวนชุมชนมีเกินกว่าจำนวนสมาชิก จัดให้มีการจับฉลากออกเพื่อสับเปลี่ยนทุก ๆ 2 ปี
11.อำนาจการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ให้อยู่ในรูปคณะกรรมการ 3 ฝ่าย คือ 1.ผู้แทนส่วนราชการอื่นจำนวน 6 คน ผู้แทนผู้บริหารท้องถิ่น จำนวน 6 คน ผู้แทนข้าราชการประจำ 6 คน ผู้ทรงคุณวุฒิ 6 คน มีวาระการดำรงตำแหน่ง คราวละ 4 ปี โดยให้คณะกรรมการคัดเลือก ผู้ทรงคุณวุฒิ 1 คน ขึ้นเป็นประธาน มีวาระการดำรงตำแหน่ง 2 ปี ให้มีการคัดเลือกใหม่ ผู้ทรงคุณวุฒิ จะเป็นประธาน เกิน 2 วาระติดต่อกัน ไม่ได้
12.ไม่เห็นด้วย ที่จะไปเปลี่ยนให้ตำบล มี ผอ.เขต ให้บริหารงานเหมือนกับกรุงเทพมหานคร(กทม.) เพราะบริบท พื้นที่แต่ละแห่งไม่เหมือนกัน พื้นที่ในเมืองหลวงมีความแตกต่างกับพื้นที่ชนบท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้ออกประกาศฉบับที่ 85 และ 86/2557 ให้งดการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นทั่วประเทศ รวมถึงงดการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) และ สมาชิกสภาเขต (ส.ข.) เป็นการชั่วคราว และให้ใช้การสรรหาแทน
โดยกำหนดจำนวนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วย องค์การบริหารส่วนตำบล มีสมาชิกสภาจำนวน 10 คน เทศบาลทุกประเภท มีสมาชิกสภาจำนวน 12 คน และองค์การบริหารส่วนจังหวัด ให้มีสมาชิกสภาจังหวัดกึ่งหนึ่ง ของจำนวนปัจจุบัน
และให้งดจัดการเลือกตั้ง ส.ก.และ ส.ข. แล้วให้ใช้วิธีการคัดเลือกบุคคลจำนวน 30 คนทำหน้าที่ ส.ก.โดยอย่างน้อย 2 ใน 3 ของจำนวน ส.ก. ต้องเคยเป็นข้าราชการ หรือข้าราชการตั้งแต่ระดับนักบริหารระดับสูง หรือระดับ 10 หรือเทียบเท่า
ซึ่งระหว่างวันที่ 28 พ.ค.-31 ธ.ค.2557 มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ครบวาระทั้งหมด 255 แห่ง โดยแบ่งเป็นองค์การบริหารส่วนจังหวัด 1 แห่ง เทศบาลนคร 2 แห่ง เทศบาลเมือง 8 แห่ง เทศบาลตำบลจำนวน 157 แห่ง และองค์การบริหารส่วนตำบล 86 แห่ง และกรุงเทพมหานครอีก 1 แห่ง
ทันทีที่มีประกาศดังกล่าวออกมา ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาทั้งจากสมาชิกองค์บริหารส่วนท้องถิ่น และนักวิชาการ จนเป็นประเด็นหนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก และหัวหน้าคสช. ต้องหยิบยกขึ้นมาอธิบายถึงเหตุผลที่ คสช.ต้องออกประกาศ “งดการเลือกตั้งท้องถิ่น” และกำหนดให้มีการสรรหาทดแทนในตำแหน่งที่ว่างลง
และจากประกาศคสช.ดังกล่าว มีการคาดการณ์กันว่าจะไม่มีการเลือกท้องถิ่นไปจนกว่าจะมีรัฐธรรมนูญ และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
นอกจากนี้ระหว่างที่คณะทำงานด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของคสช.ที่มี พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วยผบ.ทบ.เป็นหัวหน้าคณะ ในขณะนั้น ได้เชิญเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) และเจ้าหน้าที่ด้านการเลือกตั้งเข้าไปหารือเกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่นนั้น ทางคณะทำงานของคสช.ได้มีความเห็นว่า น่าจะชะลอการเลือกตั้งท้องถิ่นไปก่อน เพราะหากเลือกตั้งก็จะได้ผู้บริหารที่เป็นฐานเสียงของพรรคการเมืองระดับชาติอีก
รวมถึงหากมีรัฐธรรมนูญและมีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งฉบับใหม่ ซึ่งอาจจะกำหนดที่มาของสมาชิกและผู้บริหารท้องถิ่นใหม่ ก็ต้องดำเนินการเพื่อให้ได้สมาชิกและผู้บริหารท้องถิ่นชุดใหม่ตามที่กฎหมายกำหนด จึงอาจจะเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณโดยเปล่าประโยชน์
อ้างอิงจาก : http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/609261
วันที่ประกาศ : 17 มี.ค. 2559 เวลา 13:52:35
Page 1 of 3 123