ผนวก”อบจ.-เทศบาลเมือง”ยกเป็น”เทศบาลจังหวัด” ปฏิรูปท้องถิ่นคงเหลือเทศบาลอำเภอ-เทศบาลตำบล

Posted by:

ผนวก”อบจ.-เทศบาลเมือง”ยกเป็น”เทศบาลจังหวัด” ปฏิรูปท้องถิ่นคงเหลือเทศบาลอำเภอ-เทศบาลตำบล”

 

คสช.ถก “มหาดไทย” ส่อยกเลิก “องค์การบริหารส่วนจังหวัด” ผนวก อบจ.เข้ากับเทศบาลเมือง ยกเป็น “เทศบาลจังหวัด” แทน สมาชิกมาจากทั้งเลือกตั้ง-แต่งตั้ง สัดส่วนเท่ากัน พร้อมยกเลิก อบต. คงเหลือเฉพาะเทศบาลจังหวัด เทศบาลอำเภอ เทศบาลตำบล
การปฏิรูปโครงสร้างการปกครองส่วนท้องถิ่นมีแนวโน้มที่อาจจะยกเลิกองค์กรปกครองท้องถิ่นบางองค์กร โดยเฉพาะองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.)
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ประชุมหารือพร้อมเชิญตัวแทนกระทรวงมหาดไทย(มท.) เข้าร่วม เพื่อวางแนวทางการยุบโครงสร้างองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ตั้งแต่ อบจ. เพื่อปรับเป็น เทศบาลจังหวัด ส่วนตำแหน่ง นายก อบจ. เปลี่ยนเป็น นายกเทศมนตรีจังหวัด
สำหรับแนวทางในการปฏิรูปโครงสร้างนั้น ให้ยุบเทศบาลเมืองของจังหวัดรวมกับ อบจ. เป็นเทศบาลจังหวัด ซึ่งต่อไปนี้จะมีเพียงเทศบาลจังหวัด เทศบาลอำเภอ เทศบาลตำบล ส่วนองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ให้ยกเลิกไป
สำหรับอำนาจหน้าที่ นายกเทศมนตรีจังหวัด จะไม่ได้มามีส่วนเกี่ยวข้องในการแต่งตั้งโยกย้าย แต่จะเป็นหน้าที่ของ ปลัดสภาจังหวัด โดยสมาชิกจะมาจาก 2 ระบบ คือ มาจากการเลือกตั้ง 50% และแต่งตั้ง 50% ที่มาจาก เทศบาลอำเภอ ตำบล และข้าราชการประจำ
ส่วนข้อเสนอการปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ประกอบด้วย 1.ปฏิรูปท้องถิ่น จากเดิม มี 4 รูปแบบคือ 1.อบต. 2.เทศบาล 3.อบจ. และ 4.รูปแบบพิเศษ กทม.-เมืองพัทยา ให้คงเหลือ 2 รูปแบบ คือ 1.เทศบาล กับ 2.รูปแบบพิเศษ
2.ให้เปลี่ยนแปลงรูปแบบท้องถิ่น อบต.ทั้งหมด เป็นเทศบาลตำบล มีที่ตั้ง 1 ตำบล 1 ท้องถิ่น อบต.ใดที่มีพื้นที่เป็นตำบลเดียวกัน แต่มี 2 อบต. หรือ ตำบลเดียวกัน มีทั้ง อบต.และเทศบาลอยู่ด้วยกัน หรือ ตำบลเดียวกัน มี 2 เทศบาลอยู่ในตำบลเดียวกัน ให้ยุบรวมเป็น 1 เทศบาล ต่อ 1 ตำบล
3.จัดให้เทศบาล มี 3 รูปแบบ คือ 1.เทศบาลตำบล มีที่ตั้ง อยู่ในเขตตำบล นั้น ๆ 2.เทศบาลอำเภอ มีที่ตั้งอยู่ในเขตตำบลที่เป็นที่ตั้งของที่ว่าการอำเภอ นั้น ๆ 3.เทศบาลจังหวัด มีที่ตั้งอยู่ในเขตตำบลที่เป็นที่ตั้งของศาลากลางจังหวัด หรือเขตเทศบาลเมือง หรือเทศบาลนคร เดิม
4.แบ่งระดับชั้น ขนาดของเทศบาลไว้ 3 ระดับ ดังนี้ 1.เทศบาลตำบล มี 3 ขนาด คือ ใหญ่ กลาง เล็ก 2.เทศบาลอำเภอ มี 3 ขนาด คือ ใหญ่ กลาง เล็ก และ 3.เทศบาลจังหวัด มี 3 ขนาด คือ ใหญ่ กลาง เล็ก โดยแบ่งตาม จำนวนหมู่บ้าน พื้นที่ ประชากร พื้นที่เศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และแหล่งท่องเที่ยว ตามเกณฑ์ที่คณะกรรมการฯ กำหนด
5. อบจ. หรือองค์การบริหารส่วนจังหวัด ให้เปลี่ยนอำนาจหน้าที่ จากเดิมให้บริการสาธารณะเหมือนท้องถิ่นอื่น เปลี่ยนใหม่ให้เป็นฝ่ายอำนวยการ โดยให้เปลี่ยนชื่อองค์กรใหม่ จัดตั้งเป็น สำนักงานท้องถิ่นจังหวัด…………. มีหน้าที่ เป็นฝ่ายอำนวยการให้กับเทศบาล จัดตั้งแยกงบประมาณเป็นกองทุน จัดสวัสดิการ เงินเดือน ค่าตอบแทน ประโยชน์ตอบแทนอื่น การบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น กำกับดูแล ตรวจสอบ รับเรื่องร้องเรียน สอบสวนทางวินัย ฝึกอบรมให้ความรู้ ให้กับข้าราชการท้องถิ่น ในจังหวัดนั้น ๆ และจัดสรรงบประมาณให้กับ เทศบาลตำบล เทศบาลอำเภอ และเทศบาลจังหวัด อย่างเป็นธรรมและเสมอภาค เป็นประจำทุกปี โดยจัดให้มี หัวหน้าสำนักงานมาจากข้าราชการประจำ (อาจมาจาก ปลัดเทศบาลที่มีคุณสมบัติผ่านการสอบคัดเลือกมาก็ได้) เรียกชื่อ ผู้อำนวยการท้องถิ่นจังหวัด…..ไม่มีฝ่ายการเมืองมาทำหน้าที่ ยกเลิกการเลือกตั้งในระดับนี้
6.จัดให้มีการเลือกตั้งนายกเทศมนตรี ทุกระดับโดยตรง ให้เทศบาลตำบล มี รอยนายกฯ ได้ 1 คน เลขานายก 1 คนเทศบาลอำเภอ มีรองนายก 2 คน เลขานายก 1 คน เทศบาลเมือง มีรองนายก 3 คน เลขานายก 1 คน เป็นผู้ช่วยเหลือการปฏิบัติงาน ให้นายกเทศมนตรี มีอัตราเงินเดือนอยู่ที่ขั้นสูงสุดของระดับซีหรือแท่งเงินเดือนของปลัดเทศบาลนั้น ๆ นายกเทศมนตรีอยู่ได้ ไม่เกิน 2 วาระติดต่อกัน มีวาระละ 4 ปี
7.สภาเทศบาลตำบล และเทศบาลอำเภอ ให้มาจากจำนวนผู้ใหญ่บ้าน ทุกหมู่บ้านในเขตตำบลนั้น ๆ เท่าที่มีอยู่เป็นสมาชิกสภาโดยตำแหน่ง สภาเทศบาลจังหวัด ให้ใช้หัวหน้าชุมชน เป็นสมาชิกสภาเทศบาล มีจำนวน ไม่เกิน 36 คน หากจำนวนชุมชนเกินกว่า 36 ชุมชน ให้เลือกกันเองให้เลือกไม่เกิน 36 คน ตามขนาดของเทศบาลจังหวัด โดยให้สมาชิกสภาเทศบาล ได้รับค่าตอบแทนรายเดือน แต่ไม่น้อยกว่าเงินเดือนขั้นต่ำระดับปริญญาตรี และมีเบี้ยประชุม เป็นรายครั้งที่มีการประชุม ตามระเบียบที่กำหนด
8.จำนวนสมาชิกสภาเทศบาลตำบล ขนาดเล็ก มีจำนวน ไม่เกิน 10 คน ขนาดกลาง ไม่เกิน 12 คน ขนาดใหญ่ ไม่เกิน 16 คน หากจำนวนหมู่บ้านมีเกินกว่าจำนวนสมาชิก จัดให้มีการจับฉลากออกเพื่อสับเปลี่ยนทุก ๆ 2 ปี
9.จำนวนสมาชิกสภาเทศบาลอำเภอ ขนาดเล็ก มีจำนวน ไม่เกิน 12 คน ขนาดกลาง ไม่เกิน 16 คน ขนาดใหญ่ ไม่เกิน 18 คน หากจำนวนหมู่บ้านมีเกินกว่าจำนวนสมาชิก จัดให้มีการจับฉลากออกเพื่อสับเปลี่ยนทุก ๆ 2 ปี
10.จำนวนสมาชิกสภาเทศบาลจังหวัด ขนาดเล็ก มีจำนวน ไม่เกิน 18 คน ขนาดกลาง ไม่เกิน 24 คน ขนาดใหญ่ ไม่เกิน 36 คน หากจำนวนชุมชนมีเกินกว่าจำนวนสมาชิก จัดให้มีการจับฉลากออกเพื่อสับเปลี่ยนทุก ๆ 2 ปี
11.อำนาจการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ให้อยู่ในรูปคณะกรรมการ 3 ฝ่าย คือ 1.ผู้แทนส่วนราชการอื่นจำนวน 6 คน ผู้แทนผู้บริหารท้องถิ่น จำนวน 6 คน ผู้แทนข้าราชการประจำ 6 คน ผู้ทรงคุณวุฒิ 6 คน มีวาระการดำรงตำแหน่ง คราวละ 4 ปี โดยให้คณะกรรมการคัดเลือก ผู้ทรงคุณวุฒิ 1 คน ขึ้นเป็นประธาน มีวาระการดำรงตำแหน่ง 2 ปี ให้มีการคัดเลือกใหม่ ผู้ทรงคุณวุฒิ จะเป็นประธาน เกิน 2 วาระติดต่อกัน ไม่ได้
12.ไม่เห็นด้วย ที่จะไปเปลี่ยนให้ตำบล มี ผอ.เขต ให้บริหารงานเหมือนกับกรุงเทพมหานคร(กทม.) เพราะบริบท พื้นที่แต่ละแห่งไม่เหมือนกัน พื้นที่ในเมืองหลวงมีความแตกต่างกับพื้นที่ชนบท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้ออกประกาศฉบับที่ 85 และ 86/2557 ให้งดการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นทั่วประเทศ รวมถึงงดการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) และ สมาชิกสภาเขต (ส.ข.) เป็นการชั่วคราว และให้ใช้การสรรหาแทน
โดยกำหนดจำนวนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วย องค์การบริหารส่วนตำบล มีสมาชิกสภาจำนวน 10 คน เทศบาลทุกประเภท มีสมาชิกสภาจำนวน 12 คน และองค์การบริหารส่วนจังหวัด ให้มีสมาชิกสภาจังหวัดกึ่งหนึ่ง ของจำนวนปัจจุบัน
และให้งดจัดการเลือกตั้ง ส.ก.และ ส.ข. แล้วให้ใช้วิธีการคัดเลือกบุคคลจำนวน 30 คนทำหน้าที่ ส.ก.โดยอย่างน้อย 2 ใน 3 ของจำนวน ส.ก. ต้องเคยเป็นข้าราชการ หรือข้าราชการตั้งแต่ระดับนักบริหารระดับสูง หรือระดับ 10 หรือเทียบเท่า
ซึ่งระหว่างวันที่ 28 พ.ค.-31 ธ.ค.2557 มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ครบวาระทั้งหมด 255 แห่ง โดยแบ่งเป็นองค์การบริหารส่วนจังหวัด 1 แห่ง เทศบาลนคร 2 แห่ง เทศบาลเมือง 8 แห่ง เทศบาลตำบลจำนวน 157 แห่ง และองค์การบริหารส่วนตำบล 86 แห่ง และกรุงเทพมหานครอีก 1 แห่ง
ทันทีที่มีประกาศดังกล่าวออกมา ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาทั้งจากสมาชิกองค์บริหารส่วนท้องถิ่น และนักวิชาการ จนเป็นประเด็นหนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก และหัวหน้าคสช. ต้องหยิบยกขึ้นมาอธิบายถึงเหตุผลที่ คสช.ต้องออกประกาศ “งดการเลือกตั้งท้องถิ่น” และกำหนดให้มีการสรรหาทดแทนในตำแหน่งที่ว่างลง
และจากประกาศคสช.ดังกล่าว มีการคาดการณ์กันว่าจะไม่มีการเลือกท้องถิ่นไปจนกว่าจะมีรัฐธรรมนูญ และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
นอกจากนี้ระหว่างที่คณะทำงานด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของคสช.ที่มี พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วยผบ.ทบ.เป็นหัวหน้าคณะ ในขณะนั้น ได้เชิญเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) และเจ้าหน้าที่ด้านการเลือกตั้งเข้าไปหารือเกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่นนั้น ทางคณะทำงานของคสช.ได้มีความเห็นว่า น่าจะชะลอการเลือกตั้งท้องถิ่นไปก่อน เพราะหากเลือกตั้งก็จะได้ผู้บริหารที่เป็นฐานเสียงของพรรคการเมืองระดับชาติอีก
รวมถึงหากมีรัฐธรรมนูญและมีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งฉบับใหม่ ซึ่งอาจจะกำหนดที่มาของสมาชิกและผู้บริหารท้องถิ่นใหม่ ก็ต้องดำเนินการเพื่อให้ได้สมาชิกและผู้บริหารท้องถิ่นชุดใหม่ตามที่กฎหมายกำหนด จึงอาจจะเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณโดยเปล่าประโยชน์
อ้างอิงจาก : http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/609261
วันที่ประกาศ : 17 มี.ค. 2559 เวลา 13:52:35

พยากรณ์อากาศประจำวัน ประจำวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2559

Posted by:

พยากรณ์อากาศประจำวัน ประจำวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2559

 

ลักษณะอากาศทั่วไป บริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงจากประเทศจีนแผ่ลงมาปกคลุมบริเวณประเทศลาว ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และทะเลจีนใต้แล้ว คาดว่าจะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนในวันนี้ ถึงวันที่ 27 ก.พ. 59 ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอากาศเย็นและมีลมแรง อุณหภูมิจะลดลง 4-8 องศาเซลเซียส ส่วนในบริเวณภาคเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออกจะมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง หลังจากนั้นอุณหภูมิจะลดลง 3-6 องศาเซลเซียส ขอให้ประชาชนดูแลสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไว้ด้วย สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้จะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้อ่าวไทยตอนล่างตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชลงไปมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวังและเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในช่วงเวลาดังกล่าว
พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้.
ภาคเหนือ อากาศเย็นและมีหมอกบางในตอนเช้า กับมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่
อุณหภูมิต่ำสุด 17-22 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 33-34 องศาเซลเซียส
สำหรับบริเวณยอดดอยอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 9-15 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศเย็นถึงหนาว กับมีลมแรง
อุณหภูมิต่ำสุด 15-20 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส
สำหรับบริเวณยอดภูอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 8-14 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.
ภาคกลาง มีเมฆบางส่วน กับหมอกบางในตอนเช้าและมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่
อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.
ภาคตะวันออก มีเมฆเป็นส่วนมาก กับหมอกบางในตอนเช้าและมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่
อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 33-34 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.
ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร
ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่
อุณหภูมิต่ำสุด 20-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส
ตั้งแต่จังหวัดสุราษฏร์ธานีขึ้นมา: ลมตะวันออก ความเร็ว 15-35 กม./ชม.
ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร
ตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชลงไป: ลมตะวันออก ความเร็ว 20-40 กม./ชม.
ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร
ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆบางส่วน
อุณหภูมิต่ำสุด 20-25 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 34-36 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออก ความเร็ว 15-35 กม./ชม.
ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร
กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่
อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 33-34 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมอุตุนิยมวิทยา 0-2399-4568-74
อ่านต่อได้ที่ : http://www.ryt9.com/s/tmd/2368423
วันที่ประกาศ : 24 ก.พ. 2559 เวลา 10:08:42

ครม.ไฟเขียวพรบ.จัดตั้งศาลปกครอง

Posted by:

ครม.ไฟเขียวพรบ.จัดตั้งศาลปกครอง

 

ทำเนียบฯ * พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.เห็นชอบตามที่ศาลปกครองสูง สุดเสนอ ครม.ให้พิจารณาอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาศาลปกครอง (ฉบับที่…) พ.ศ. … โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้ 1.คณะกรรมการบริหาร ศาลปกครอง (กบ.ศป.) ที่มีอำนาจหน้าที่ในด้านธุรการ สามารถดำเนินการจัดสวัสดิการหรือสงเคราะห์อื่นๆ ได้ แต่ไม่สามารถกำหนดค่าตอบแทนพิเศษ ค่าครองชีพให้กับข้าราชการฝ่ายต่างๆ เนื่องจากจะเป็นหน้าที่ของ คณะกรรมการอิสระที่ว่าด้วยค่าตอบแทนบุคลากรภาครัฐ ซึ่งส่วนนี้ต้องรอความชัดเจนจากร่างรัฐ ธรรมนูญฉบับที่กำลังดำเนินการอยู่ 2.แก้ไขปรับปรุงอำนาจของข้าราชการฝ่ายศาลปกครอง ให้มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารงานบุคคลของข้าราชการฝ่ายศาลปกครอง และ 3.แก้ไขปรับปรุงอำนาจคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง ให้มีอำนาจหน้าที่บริหารงานบุคคลของตุลาการ ไม่มีการก้าวก่ายกัน
นอกจากนี้ ครม.มีมติเห็น ชอบรับทราบ ตามที่คณะกรรม การพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ (กพยช.) ที่มีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้เสนอแผนงานในการเตรียมความพร้อมของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม เพื่อรองรับการจัดตั้งศาลชั้นต้นและแผนกคดีในศาลยุติธรรม โดยกำหนดอัตราที่แน่นอน เรียกว่า อัตรากรอบกำลังมาตรฐาน เนื่อง จากที่ผ่านมาเวลาศาลจะจัดตั้งศาลชั้นต้น รวมถึงแผนกคดีในศาลยุติธรรม จะมีปัญหาส่งผล กระทบไปยังหน่วยงานอื่นๆ ที่อยู่ในกระทรวงยุติธรรม.
อ่านต่อได้ที่ : http://www.ryt9.com/s/tpd/2368388
วันที่ประกาศ : 24 ก.พ. 2559 เวลา 10:04:56

สู้แล้งซ้ำซาก! อบต.สุรินทร์พลิกทำเลเลี้ยงสัตว์เป็น “ธ.ผักปลอดสารพิษ” สร้างรายได้ชุมชนทั้งปี

Posted by:

สู้แล้งซ้ำซาก! อบต.สุรินทร์พลิกทำเลเลี้ยงสัตว์เป็น “ธ.ผักปลอดสารพิษ” สร้างรายได้ชุมชนทั้งปี

 

อบต.สังขะ อ.สังขะ จ.สุรินทร์ พลิกทำเลเลี้ยงสัตว์สาธารณะเป็น“ธนาคารผักปลอดสารพิษ” หนุนงบฯขุดเจาะบ่อบาดาลและสูบน้ำ ปลูกผักได้ตลอดทั้งปีสู้ภัยแล้งซ้ำซาก สร้างรายได้งามสู่ชุมชน กว่า 200 ครัวเรือน วันนี้ ( 28 ม.ค.)
สุรินทร์ – อบต.สังขะ พลิกทำเลเลี้ยงสัตว์สาธารณะ สร้าง “ธนาคารผักปลอดสารพิษ” หนุนงบฯ ขุดเจาะบ่อบาดาลและสูบน้ำจากแหล่งน้ำใกล้เคียงปลูกผักได้ตลอดทั้งปีเพื่อสู้ภัยแล้งซ้ำซาก สร้างรายได้งามสู่ชุมชน กว่า 200 ครัวเรือน ประกอบกับสภาพอากาศหนาวเย็นในช่วงนี้ผักให้ผลผลิตอย่างเต็มที่

วันนี้ (28 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) สังขะ อ.สังขะ จ.สุรินทร์ ได้ดำเนินการปรับพื้นที่สาธารณะทำเลเลี้ยงสัตว์ เนื้อที่กว่า 100 ไร่ ที่รกร้างว่างเปล่าสร้างเป็นธนาคารผักปลอดสารพิษ ส่งเสริมให้ชาวบ้านรู้จักปลูกพืชอายุสั้น เช่น ผักกาด คะน้า กะหล่ำปลี ต้นหอม ผักบุ้ง แตงกวา ข้าวโพด ฯลฯ เป็นศูนย์กลางของชุมชน สู้ปัญหาภัยแล้งซ้ำซากเป็นประจำทุกปี ด้วยการสนับสนุนงบประมาณขุดเจาะบ่อบาดาล และสูบน้ำจากแหล่งน้ำในพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อให้ชาวบ้านกว่า 200 หลังคาเรือน ได้มีน้ำปลูกพืชได้ตลอดทั้งปีและมีรายได้เสริมเลี้ยงครอบครัวหลังทำนาปีอีกด้วย ประกอบกับช่วงนี้สภาพอากาศหนาวเย็นทำให้ผักที่ปลูกไว้สวยงามให้ผลผลิตอย่างเต็มที่

นายเสมียน บุญเลิศ ประธานธนาคารผักปลอดสารพิษ และ ส.อบต.ม.6 กล่าวว่า ปีนี้ทาง อบต.สังขะไม่เก็บค่าน้ำ ปีที่ผ่านมาเก็บล็อกละ 100 บาทต่อเดือน ตนและชาวบ้านปลูกผักขายมีรายได้ครอบครัวละ 25,000 บาทขึ้นไป เป็นรายได้มากกว่าทำนาเยอะ โครงการธนาคารผักปลอดสารพิษเป็นของ อบต.สังขะ สนับสนุน ตนปลูกผักกาด ข้าวโพด และพืชผักต่างๆ เนื้อที่ตรงนี้เดิมเป็นทำเลเลี้ยงสัตว์ มีการปรับพื้นที่ให้ชาวบ้านเข้ามาปลูกผักตั้งแต่ปี 2536 ชาวบ้านบ้านแบกจานมาปลูกทุกหลังคาเรือน เนื้อที่แปลงปลูกผัก 16 ไร่ แปลงปลูกข้าวโพด 36 ไร่ และมีการขยายอีกเพื่อให้ชาวบ้านทำประโยชน์ร่วมกันโดยไม่ต้องกลัวภัยแล้ง เพราะมีการเจาะน้ำบาดาล และสูบน้ำจากสระข้างบนอีก 2 แห่ง ชาวบ้านมีรายได้ดีกว่าการทำนา ตนปลูกและนำไปขายเองกับแม่บ้านที่ตลาดเทศบาลตำบลสังขะที่จัดสรรพื้นที่สำหรับจำหน่ายผักปลอดสารพิษของชาวบ้าน ถือว่าเป็นการสู้ภัยแล้งได้แบบสบายๆ ตนและชาวบ้านที่นี้ไม่รู้สึกกลัวภัยแล้งอีกเลย

นางสงวน ดำเนิน อายุ 43 ปี อยู่บ้านเลขที่ 46 ม.6 บ้านแบกจาน ต.สังขะ อ.สังขะ จ.สุรินทร์ กล่าวว่า การปลูกผักขายคือรายได้หลักของชาวบ้านที่นี้ มีแตงกวา ข้าวโพด ผักกาด คะน้า กวางตุ้ง และกะหล่ำดอก ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นข้าราชการที่ขับรถผ่านไปมาบนถนนสายสุรินทร์-สังขะ ก่อนเข้าตัว อ.สังขะ จะแวะซื้อกัน มีทั้งขาประจำบ้าง ขาจรบ้าง ผักที่นำมาขายปลูกเองทั้งหมดปลอดสารพิษ มีรายได้จากการขายผักข้างทางวันละ 400-500 บาท ถือเป็นรายได้ดีไม่ต่ำกว่าแรงงานขั้นต่ำ

วันที่ประกาศ : 28 ม.ค. 2559 เวลา 10:04:35

นายก อบต.หนองหลวงแจกผ้าห่มคลายหนาว

Posted by:

นายก อบต.หนองหลวงแจกผ้าห่มคลายหนาว

 

นายก อบต.หนองหลวง นครสวรรค์ นำผ้าห่มแจกจ่าย บรรเทาความเดือดร้อนจากสถานการณ์ภัยหนาว
องค์การบริหารส่วนตำบลหนองหลวง อ.ท่าตะโก โดยการนำของ นางอัญชลี พุกนวน นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองหลวง และ นายบัญชา พุกนวน นายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่ จังหวัดนครสวรรค์ ร่วมกับผู้มีจิตรศรัทธา และพนักงานส่วนตำบลได้นำผ้าห่มนวมไปแจกจ่ายให้กับราษฎรตำบลหนองหลวง จำนวน 60 ผืน เพื่อบรรเทาภัยหนาวที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่เผชิญอยู่ขณะนี้ ณ โอกาสนี้ มีผู้มีจิตรศรัทธา และผู้ที่จัดกิจกรรมสนับสนุนเงินรายได้จากกิจกรรมลำวงปีใหม่ จำนวน 3,000 บาท และนายกอีก 2,000 บาท โดยมีพี่น้องประชาชนที่เป็นผู้สูงอายุจำนวนมากของตำบลท่าตะโก รับและก็ยิ้มแย้มแจ่มใสในช่วงอากาศที่หนาวของ จ.นครสวรรค์ มีปริมาณ 14 องศา
วันที่ประกาศ : 27 ม.ค. 2559 เวลา 10:03:27

เพชรบูรณ์หนาวเย็นสลับฝนพบหมอกลงจัด

Posted by:

เพชรบูรณ์หนาวเย็นสลับฝนพบหมอกลงจัด

 

เพชรบูรณ์ ภูทับเบิกอุณหภูมิหนาวเย็นสลับฝนตก ขณะที่ อบต.เขาค้อ สั่งหยุดการเรียนการสอนเด็กเล็ก 2 วัน

สภาพอากาศที่ จ.เพชรบูรณ์ ยังคงแปรปรวนต่อเนื่องเป็นวันที่สาม โดยที่ภูทับเบิก ต.วังบาล อ.หล่มเก่า อุณหภูมิค่อนข้างหนาวเย็นสลับกับมีฝนและหมอกลงจัด ส่วนสภาพอากาศที่ อ.เขาค้อ ตลอดช่วงเช้าที่ผ่านมา พบว่า มีฝนตกลงมาอย่างหนัก ทำให้อากาศหนาวจัดเช่นกัน ชาวบ้านบางรายในพื้นที่ต้องก่อกองไฟเพื่อคลายหนาว ในขณะที่บางรายต้องนำผ้าห่มไปคลุมให้แก่ลูกวัวอีกด้วย นอกจากนี้ ทางองค์การบริหารส่วนตำบลเขาค้อ ได้มีคำสั่งให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านเล่าลือและบ้านกนกงามรวม 2 แห่ง หยุดการเรียนการสอน 2 วัน

โดย นางจันทร์แรม ศรีเดช นายก อบต.เขาค้อ ให้เหตุผลว่า ตนเองเป็นห่วงสุขภาพเด็ก ซึ่งมีภูมิต้านทานต่ำ เกรงจะว่าปรับตัวไม่ทัน นอกจากนี้ ยังพบว่ามีเด็กเล็กหลายคนเริ่มมีอาการน้ำมูกไหล จึงได้แจ้งหยุดการเรียนการสอนชั่วคราว สำหรับที่ อ.เมืองเพชรบูรณ์ ซึ่งมีการจัดงานมะขามหวานกาชาดนครบาลเพชรบูรณ์ บรรยากาศล่าสุดค่อนข้างเงียบเหงา เนื่องจากอากาศที่หนาวเย็นประกอบกับมีฝนตกลงมาตลอดเวลาส่งผลให้ประชาชนส่วนใหญ่ไม่อยากออกจากบ้าน

อ่านต่อได้ที่ http://news.sanook.com/1938070

วันที่ประกาศ : 26 ม.ค. 2559 เวลา 10:02:38

รับสมัครทีมเยาวชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่สนใจเข้าร่วมโครงการ”เยาวชนสร้างสรรค์นวัตกรรมท้องถิ่น ปีที่ 5”

Posted by:

รับสมัครทีมเยาวชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่สนใจเข้าร่วมโครงการ”เยาวชนสร้างสรรค์นวัตกรรมท้องถิ่น ปีที่ 5”

 

ประกาศสถาบันพระปกเกล้า
เรื่อง เปิดรับสมัครทีมเยาวชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่สนใจเข้าร่วมโครงการ “เยาวชนสร้างสรรค์นวัตกรรมท้องถิ่น ปีที่ 5”
ทีมที่ผ่านการคัดเลือกจะได้เข้าร่วมการฝึกอบรมด้านการบริหารโครงการ และรับเงินสนับสนุนเพื่อดำเนินโครงการจริงในพื้นที่ สูงสุดทีมละไม่เกิน 50,000 บาท พร้อมลุ้นรับโล่รางวัล “เยาวชนสร้างสรรค์นวัตกรรมท้องถิ่น” และเกียรติบัตร
สถาบันพระปกเกล้า โดยวิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น ได้เล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาและปลูกฝังเยาวชนให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประชาธิปไตยและส่งเสริมให้เยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองการบริหารในระดับท้องถิ่น ด้วยการให้เยาวชนดำเนินกิจกรรมที่มีความสร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ต่อท้องถิ่นของตนในด้านต่างๆ อาทิเช่น การศึกษา สาธารณสุข ประเพณีวัฒนธรรม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฯลฯ ตามศักยภาพ ความรู้ความสามารถและประสบการณ์ของเด็กและเยาวชน ผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการนี้ คือ เยาวชนได้เกิดจิตสำนึกรักและพัฒนาถิ่นฐานบ้านเกิด อีกทั้งมีส่วนร่วมกับชุมชนในการพัฒนาท้องถิ่น อันจะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประชาธิปไตยให้ก้าวสืบไป
คุณสมบัติของผู้เข้าร่วมโครงการ
เยาวชนที่มีอายุระหว่าง 15-18 ปี
สมาชิกในทีมประกอบด้วย หัวหน้าทีม 1 คน และสมาชิกในทีมอีก 5 คน (รวม 6 คน)
เป็นผู้มีภูมิลำเนาหรือสถานศึกษาในเขตพื้นที่ที่จะดำเนินโครงการ
ทีมเยาวชนที่ได้รับการพิจารณาให้ผ่านการคัดเลือก จะต้องเข้าร่วมฝึกอบรมกับสถาบันพระปกเกล้าตามวัน เวลา และสถานที่ๆ กำหนด และต้องเป็นบุคคลที่มีรายชื่อตรงตามในใบสมัครเท่านั้น!!!
ดาวน์โหลดใบสมัครและตัวอย่างโครงการที่เคยได้รับรางวัล
รายละเอียดโครงการ
ใบสมัคร Ms Word | PDF
ตัวอย่างโครงการ ด้านการจัดระเบียบชุมชนหรือสังคม
ตัวอย่างโครงการ ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน
ตัวอย่างโครงการ ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่น 1
ตัวอย่างโครงการ ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่น 2
ตัวอย่างโครงการ ด้านการอนุรักษ์และต่อยอดสร้างสรรค์ ศิลปะ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น 1
ตัวอย่างโครงการ ด้านการอนุรักษ์และต่อยอดสร้างสรรค์ ศิลปะ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น 2
วิธีสมัครเข้าร่วมโครงการ
1. ส่งไฟล์ใบสมัครมาทาง e-mail: youngkpithailand@gmail.com
(ไฟล์ใบสมัครถึงสถาบันฯ ภายในวันที่ 31 มกราคม 2559)
2. ส่งใบสมัคร (ฉบับจริง) มาทางไปรษณีย์
(ใบสมัครตัวจริงถึงสถาบันฯ ภายในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2559)
สอบถามรายละเอียดได้ที่
ธนิษฐา สุขะวัฒนะ และสุมามาลย์ ชาวนา
วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น สถาบันพระปกเกล้า
โทรศัพท์ 02-141-9567-70
โทรสาร 02-143-8175 , www.kpi.ac.th
Facebook : เยาวชนสร้างสรรค์นวัตกรรมท้องถิ่น สถาบันพระปกเกล้า
สามารถหาข้อมูเพิ่มเติม ได้ที่ http://kpi.ac.th/youngkpi-59.html
วันที่ประกาศ : 13 ม.ค. 2559 เวลา 10:51:38

เตือนธนบัตรชนิด1พันปลอมระบาดขอนแก่น-อีสาน แบงก์ชาติอีสานแนะวิธีสังเกต

Posted by:

เตือนธนบัตรชนิด1พันปลอมระบาดขอนแก่น-อีสาน แบงก์ชาติอีสานแนะวิธีสังเกต

 

ขอนแก่น – ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ธปท.สภอ.) ถนนกลางเมือง จ.ขอนแก่น นายชาญชัย บุรถาวร ผอ.อาวุโส ธปท.สภอ. เปิดเผยถึงการระบาดของธนบัตรปลอมฉบับละ 1,000 บาท ในหมวด 9A ที่พบกำลังระบาดในระบบเศรษฐกิจฐานล่างของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ว่าจากข้อมูลพบว่าธนบัตรปลอมชนิดราคา 1,000 บาท หมายเลข 9ฉA 3828862 และหมายเลข 9ฉA 3828863 เข้ามาในระบบ มีลักษณะแตกต่างจากธนบัตรจริงสามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่า คือไม่ปรากฏลายน้ำพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์

นายชาญชัยกล่าวต่อว่า มีแม่ค้าบริเวณหัวมุมสี่แยกไฟแดง ถนนหลังเมืองอำมาตย์ และเจ้าของร้านรับซื้อโทรศัพท์มือถือ ถนนเหล่านาดี ได้รับธนบัตรปลอมชนิด 1,000 บาทมาแล้ว แต่จากการตรวจสอบไปยังสถานีตำรวจต่างๆ ในพื้นที่จ.ขอนแก่น ยังไม่พบว่ามีการแจ้งความเรื่องธนบัตรปลอม ซึ่งหลังมีกระแสข่าวว่ามีธนบัตรปลอมแพร่สะพัดเข้าสู่ จ.ขอนแก่น และในหลายจังหวัดภาคอีสานตอนบน เมื่อข่าวจากโลกโซเชี่ยลออกมาเตือนก็ถือว่าเป็นเรื่องดี และมีประโยชน์สูงสุด

“ธนาคารแห่งประเทศไทย สาขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จึงขอเตือนประชาชนและบรรดาพ่อค้าแม่ค้าให้ระวังธนบัตรปลอมชนิดราคา 1,000 บาท โดยให้ติดแผ่นป้ายประกาศของแบงก์ชาติระวังธนบัตรปลอม และขอให้สังเกตทุกครั้ง คือ

1.เนื้อกระดาษของจริงแกร่ง ทนทาน ไม่ยุ่ยง่าย เมื่อสัมผัสจะให้ความรู้สึกที่แตกต่างจากกระดาษทั่วไป

2.ลวดลายเส้นนูนที่ตัวเลขแจ้งราคามุมขวาบน คำว่ารัฐบาลไทย และอักษรไทยแจ้งราคาเมื่อใช้ปลายนิ้วมือลูบ จะรู้สึกนูนสะดุดกับหมึกพิมพ์

3.ลายน้ำพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์มองเห็นได้ชัดเจนทั้งสองด้าน และมีรูปลายไทยที่โปร่งแสงเป็นพิเศษ

4.พลิกเอียงตัวเลข 1,000 ส่วนที่เป็นสีทองเปลี่ยนสลับเป็นสีเขียว ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จึงขอความร่วมมือประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวังและสังเกตก่อนรับธนบัตรด้วย” นายชาญชัยกล่าว….

ดูต่อได้ที่ : http://www.khonkaenlink.info/home/news/339.html

วันที่ประกาศ : 08 พ.ย. 2558 เวลา 00:28:27

เครื่องรางจักสานล้านนา-เรืออัตลักษณ์น่าน ภูมิปัญญา ความศรัทธา สร้างอาชีพให้ชุมชน

Posted by:

เครื่องรางจักสานล้านนา-เรืออัตลักษณ์น่าน ภูมิปัญญา ความศรัทธา สร้างอาชีพให้ชุมชน

แรงบันดาลใจในการประกอบอาชีพของแต่ละคนย่อมแตกต่างกัน บางคนอาจสร้างเม็ดเงินจากความชอบและหลงใหลในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่ยังมีอีกสาเหตุที่สามารถก่อเกิดเป็นอาชีพและสร้างความยั่งยืนได้ นั่นคือการต่อยอดภูมิปัญญาที่ได้รับมาจากบรรพบุรุษ แล้วนำมาสืบสานอย่างรู้คุณค่า เช่นเดียวกับคนในชุมชนวัดกู่เสี้ยว ที่เรียนรู้ว่าวัฒนธรรม ความศรัทธา ความเชื่อนั้นสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าได้อย่างน่าสนใจ รวมทั้งการนำ เรืออัตลักษณ์น่าน มาจำลองเป็นสินค้าของฝากของที่ระลึก ตลอดจนสร้างสรรค์รูปแบบสินค้าและบริการใหม่ๆ ซึ่งล้วนสะท้อนให้เห็นถึงความตระหนักในคุณค่าภูมิปัญญาบ้านเกิดของคนน่านได้อย่างแท้จริง

ไม่ใช่เพียงสินค้าในกลุ่มเกษตรเท่านั้นที่ได้รับจัดการองค์ความรู้ โดยศูนย์ความรู้กินได้ ซึ่งก่อตั้งจากความร่วมมือของสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ สบร. (OKMD) และสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) แต่ยังมีผลิตภัณฑ์ที่สืบเนื่องจากวัฒนธรรมและความเชื่อท้องถิ่นที่พร้อมสร้างสรรค์ให้เป็นสินค้าของชุมชนได้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะ “ตะแหล๋ว” เครื่องรางจักสานล้านนา จากชุมชนวัดกู่เสี้ยว

ผู้แทนชุมชนวัดกู่เสี้ยว โดยพระครูธรรมธร จิรพงศ์ ชยลงฺกาโร เจ้าอาวาสวัดกู่เสี้ยว ซึ่งเป็นผู้ศึกษาข้อมูลเรื่องเครื่องรางของขลังล้านนาไว้อย่างเพียบพร้อมและยังมีชื่อเสียงในด้านเครื่องรางของขลัง เผยถึงตำนานของเครื่องรางจักสานล้านนาว่า คนล้านนามีความเชื่อในเรื่องต่างๆ และยึดถือนำมาเป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวันตั้งแต่เกิดจนตาย ซึ่งเครื่องรางหรือของขลังก็เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวสิ่งหนึ่ง แต่ยังไม่มีการประกอบเป็นอาชีพผลิตเครื่องรางของขลังอย่างจริงจัง ในขณะที่ชาวบ้านล้านนาเองมีองค์ความรู้เรื่องการจักสานไม้ไผ่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว คนในชุมชนจึงอยากนำเสนอกระบวนการจักสานพื้นบ้านอันเป็นเอกลักษณ์แล้วสอดแทรกพลังความศรัทธาเข้าไปอย่างกลมกลืน

“ชาวเหนือ เราใช้เครื่องรางจักสานกันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะตะแหล๋วหรือเฉลว ที่ถูกนำมาใช้ในพิธีกรรมทางการเกษตรเพื่อเรียกขวัญกำลังใจ หรือหมอยานำมาปักไว้ที่หม้อยาเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นให้เกิดกับคนไข้ ตลอดจนการนำมาติดประดับประดาสถานที่ เพื่อจุดประสงค์ในการป้องกันภัยหรือเคราะห์ร้ายต่างๆ สังเกตว่าภายหลังเสร็จสิ้นงานพิธีกรรมในโบสถ์ พุทธศาสนิกชนต่างแสดงความจำนงค์ขอตะแหล๋วกลับไปด้วย บ้างนำไปติดที่บ้านหรือสถานที่ต่างๆเพื่อสร้างความมั่นคงทางจิตใจ เราจึงนำตะแหล๋วมาจำลองให้มีขนาดเล็กลงเพื่อให้สามารถพกพาได้อย่างสะดวกมากขึ้น แล้วจำหน่ายเป็นสินค้า แถมยังช่วยชุบชีวิตมรดกทางปัญญาที่กำลังจะสูญหายไปตามกาลเวลาได้อีกด้วย”

กิตติกรณ์ สมยศ นักจัดการความรู้ตามแนวทางศูนย์ความรู้กินได้น่าน กล่าวว่า คนในชุมชนสามารถนำองค์ความรู้ทำมาหากินเรื่อง “เครื่องรางจักสานล้านนา” ไปใช้ปรับเป็นสินค้ารูปแบบอื่นๆได้อีกมากมาย และน่าจะมีส่วนส่งเสริมให้เกิดรูปแบบเส้นทางท่องเที่ยวตำบลดู่ใต้ได้มากขึ้น ซึ่งภายหลังจากการพูดคุยปรึกษาและเก็บข้อมูลจากชาวบ้านชุมชนวัดกู่เสี้ยวแล้ว พวกเขามองเห็นโอกาสสร้างอาชีพให้กับคนที่ไม่มีงานทำ เพราะลงทุนตั้งต้นไม่เกิน 1,000 บาท ขั้นตอนการทำไม่ยุ่งยากและอุปกรณ์จำนวนไม่มากนัก รวมถึงยังช่วยอนุรักษ์ธรรมชาติและเพิ่มมูลค่าให้กับทรัพยากรอย่างไม้ไผ่ ต้นส้มป่อย ฯลฯ ด้วยการผลิตเป็นสินค้าเครื่องรางจักสานออกมาจำหน่ายแก่นักท่องเที่ยวหรือผู้สนใจ

“ปัจจัยสู่ความสำเร็จ นอกจากเครื่องรางจักสานต้องมีคุณภาพ แข็งแรง และสวยงามแล้ว จำเป็นต้องสร้างเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อในเครื่องรางนั้นๆเพื่อเพิ่มความขลังและน่าเชื่อถือมากขึ้นผ่านปราชญ์ชาวบ้านและคนในชุมชน อีกทั้งยังสามารถสร้างลูกเล่นทางการตลาดด้วยการให้นักท่องเที่ยวนำเครื่องรางนั้นเข้าทำพิธีด้วยตนเองก็ยิ่งจะกระตุ้นความสนใจในผลิตภัณฑ์มากขึ้นได้ ไม่เพียงเท่านั้นยังสามารถเชื่อมโยงกับผลิตภัณฑ์ผ้า ด้วยการนำมาเป็นบรรจุภัณฑ์ถุงผ้าล้านนาก็ยิ่งเพิ่มมูลค่าให้มากขึ้นเป็นเท่าตัว แต่ที่สำคัญไปกว่านั้นคือกระบวนการนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของการสืบทอดภูมิปัญญาไม่ให้ถูกลืมเลือนนั่นเอง ซึ่งโครงการในปีหน้า (2559) จะเปิดอบรมกรรมวิธีผลิตเครื่องรางจักสานให้กับเยาวชนและคนในชุมชนด้วย”

และอีกหนึ่งตัวอย่างของการพัฒนาองค์ความรู้เป็นเงิน และนับเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนน่านอย่างแท้จริง นั่นคือ เรืออัตลักษณ์น่านจำลอง ซึ่งเป็นการนำประเพณีที่สืบต่อกันมายาวนานอย่างการแข่งเรือที่มีประวัติศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงจากรุ่นสู่รุ่นมาต่อยอดพัฒนาแนวความคิดใหม่เกิดเป็นผลิตภัณฑ์และการบริการที่จะสร้างเอกลักษณ์ทางการท่องเที่ยวให้กับจังหวัดน่านได้เลยทีเดียว

คนน่านมีความผูกพันกับแม่น้ำน่านมาตั้งแต่อดีต มีประเพณีแข่งเรือที่มีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลมาเยี่ยมชมทุกปี แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป รูปแบบการสร้างเรือก็ต้องปรับเปลี่ยนตาม ต้องทำให้เรือมีน้ำหนักเบาให้มากที่สุด ซึ่งตรงกันข้ามกับเรือแข่งโบราณที่มีขนาดใหญ่ โดยใช้ไม้สักทั้งท่อนนำมาขุดเป็นท้องเรือ จึงทำให้มีน้ำหนักมาก อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับการแกะสลักส่วนหัวเรือและท้ายเรือเป็นอย่างยิ่ง จึงเป็นเหตุให้คนในชุมชนเริ่มตระหนักถึงการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมไว้ไม่ให้สูญหาย หวังจะสืบสานให้ลูกหลานได้เห็น จึงเกิดแนวคิดผลิตเป็นเรืออัตลักษณ์น่านจำลองหลายขนาดเพื่อจำหน่ายเป็นของที่ระลึกนักท่องเที่ยว ตามแหล่งค้าสำคัญอย่าง หออัตลักษณ์น่าน ซึ่งเป็นศูนย์กลางบริการข้อมูลแก่นักท่องเที่ยว เป็นต้น

นอกจากนั้น นักจัดการความรู้ตามแนวทางศูนย์ความรู้กินได้น่าน ยังเผยทิศทางการพัฒนาต่อว่า โปรเจคถัดไปก็จะพัฒนาสู่สินค้าและบริการอื่นๆ อาทิ พวงกุญแจ ดิสเพลย์หน้าร้านก๋วยเตี๋ยวเพื่อดึงดูดใจผู้บริโภค พร้อมทั้งตั้งใจจะรื้อฟื้นความงดงามในอดีตกลับมา ด้วยการร่วมแรงร่วมใจกันของคนน่านสร้างเรือโบราณขนานแท้เพื่อนำมาใช้แข่งขันร่วมกับเรือแข่งปัจจุบัน รวมทั้งมุ่งให้ความรู้พัฒนาทักษะการผลิตเรืออัตลักษณ์น่านจำลองแก่ผู้สนใจเพื่อจะได้นำไปประกอบอาชีพได้ในอนาคตอีกด้วย

ทั้งสองกรณีศึกษา สะท้อนให้เห็นว่า ทางเลือกในการประกอบอาชีพนั้นมีมากมาย แต่การที่เรามีต้นทุนในมืออยู่แล้ว นั่นคือ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และพร้อมจะพัฒนาต่อยอดทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก กลับกลายเป็นโอกาสที่อยู่ใกล้เพียงเอื้อมมือและมันคือโอกาสในการเติบโตอย่างยั่งยืนของชุมชน

อ่านต่อได้ที่ : http://www.ryt9.com/s/prg/2290646

วันที่ประกาศ : 05 พ.ย. 2558 เวลา 12:31:52

ประกาศองค์การบริหารส่วนตำบลวังหินลาด เรื่อง การใช้แผนอัตรากำลัง ๓ ปี ( พ.ศ. ๒๕๕๘ – ๒๕๖๐ )

Posted by:

ประกาศองค์การบริหารส่วนตำบลวังหินลาด เรื่อง การใช้แผนอัตรากำลัง ๓ ปี (พ.ศ. ๒๕๕๘ – ๒๕๖๐)

ตามที่องค์การบริหารส่วนตำบลวังหินลาดได้เสนอร่างแผนอัตรากำลัง ๓ ปี ( ๒๕๕๗ – ๒๕๖๐ ) เพื่อขอรับความเห็นชอบจากคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดขอนแก่น ( ก.อบต.จังหวัด ) นั้น
บัดนี้ คณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดขอนแก่น ( ก.อบต.จังหวัด ) ในการประชุมครั้งที่ ๙ / ๒๕๕๗ เมื่อวันที่ ๒๖ เดือน กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๗ ได้มีมติให้ความเห็นชอบร่างแผนอัตรากำลัง ๓ ปี ( ๒๕๕๗ – ๒๕๖๐ ) ขององค์การบริหารส่วนตำบลวังหินลาด แล้ว
อาศัยอำนาจตามประกาศคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดขอนแก่น (ก.อบต.จังหวัด) เรื่องหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการบริหารงานบุคคลขององค์การบริหารส่วนตำบล ลงวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ ข้อ ๑๘ และมติ ก.อบต.จังหวัดขอนแก่น ดังกล่าว จึงประกาศใช้แผนอัตรากำลัง ๓ ปี ( ๒๕๕๗ – ๒๕๖๐ ) ขององค์การบริหารส่วนตำบลวังหินลาด โดยมีผลใช้บังคับ ๓ ปี ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ ๑ เดือน ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ ถึงวันที่ ๓๐ เดือน กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๐
จึงประกาศมาให้ทราบทั่วกัน
ประกาศ ณ วันที่ ๑ เดือน ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๗
วันที่ประกาศ : 13 ต.ค. 2558 เวลา 11:19:56
Page 2 of 3 123